แชร์

ระบบบำบัดฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำเพื่อสุขภาพ ด้วยการใช้ 2 ระบบร่วมกัน เพื่อลดการใช้สารเคมีลง 80%

อัพเดทล่าสุด: 2 ธ.ค. 2025
719 ผู้เข้าชม

⭐ บทความเชิงวิชาการ

ระบบบำบัดฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำเพื่อสุขภาพ ด้วยการใช้ 2 ระบบร่วมกัน เพื่อลดการใช้สารเคมีลง 80%



1. บทนำ

การบำบัดน้ำสระว่ายน้ำเป็นกระบวนการสำคัญเพื่อรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และสุขอนามัยของผู้ใช้สระ ในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการน้ำที่ปลอดภัย ลดการใช้คลอรีน ลดกลิ่นฉุน ลดการระคายเคือง และต้องการประสบการณ์การว่ายน้ำที่สุขภาพดีขึ้น ระบบบำบัดสระว่ายน้ำสมัยใหม่จึงถูกพัฒนาเป็นแบบ 2 ระบบร่วมกัน ได้แก่ระบบฆ่าเชื้อหลักและระบบฆ่าเชื้อเสริม ทั้งสองระบบทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้คุณภาพน้ำที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด



2. ระบบฆ่าเชื้อโรคหลัก (Primary Rapid Disinfection System)

ระบบหลักมีหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอย่างรวดเร็วหลังเกิดการปนเปื้อน มีความจำเป็นเสมอในทุกสระว่ายน้ำ

2.1 คลอรีน(Chlorine)

คลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อที่ใช้กันแพร่หลาย เนื่องจากสามารถฆ่าเชื้อได้รวดเร็ว มีฤทธิ์ตกค้างในน้ำ (Residual) ที่ช่วยปกป้องน้ำตลอดเวลา เป็นวิธีที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสาธารณสุข แม้จะมีข้อเสีย เช่น กลิ่นฉุนและการระคายเคืองผิว แต่ยังถือเป็นระบบฆ่าเชื้อที่น่าเชื่อถือที่สุด

2.2 โอโซน (Ozone)

โอโซนเป็นระบบฆ่าเชื้อที่ทำงานรวดเร็วมาก มีประสิทธิภาพสูงกว่า คลอรีนหลายร้อยเท่า สามารถทำลายไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัวบางชนิดที่คลอรีนฆ่าได้ยาก โอโซนช่วยลดการเกิดคลอรีนรวมและลดกลิ่น แต่เนื่องจากโอโซนสลายตัวเร็ว จึงต้องทำงานร่วมกับคลอรีนปริมาณต่ำเพื่อรักษาสารตกค้างในน้ำ

สรุปคือ ระบบหลักเป็นระบบฆ่าเชื้อแบบรวดเร็วที่จำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สระอย่างยิ่ง



3. ระบบฆ่าเชื้อเสริมเพื่อสุขภาพ (Secondary Health-Boosting System)

ระบบรองมีบทบาทในการทำให้น้ำนุ่ม ใส ลดกลิ่น ลดการใช้คลอรีน และเพิ่มความรู้สึกคล้ายน้ำแร่ แต่ระบบนี้ไม่สามารถใช้เป็นระบบฆ่าเชื้อหลักได้ เพราะทำงานช้า

3.1 Ionizer

Ionizer ใช้ไอออนทองแดงและเงินในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสาหร่าย ทำให้น้ำใสและลดตะไคร่ ไอออนทองแดงมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อช้า ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันจึงจะเห็นผล จึงไม่สามารถใช้เดี่ยวๆ ในสระว่ายน้ำสำหรับคนเล่นได้

3.2 Oxidation

ระบบ Oxidation เช่น UV-Oxidation หรือ Advanced Oxidation Process ช่วยกำจัดสารอินทรีย์ ลดกลิ่น ลดคราบมัน และช่วยให้น้ำดูสะอาดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ระบบฆ่าเชื้อแบบทันที จึงต้องใช้ร่วมกับระบบหลัก

3.3 ระบบน้ำแร่

ระบบน้ำแร่ให้สัมผัสน้ำที่นุ่มและอ่อนโยนต่อผิว ลดการระคายเคืองและช่วยให้ว่ายน้ำสบายขึ้น เหมาะสำหรับเด็กและผู้มีผิวแพ้ง่าย สิ่งสำคัญคือระบบนี้ไม่ใช่ระบบฆ่าเชื้อ ทำหน้าที่เสริมสภาพน้ำเท่านั้น



4. ข้อจำกัดของระบบรอง (ข้อควรระวังสำคัญ)

แม้ว่าระบบรองจะดีต่อสุขภาพและเพิ่มคุณภาพน้ำ แต่มีข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง

หนึ่ง ระบบรองเป็นระบบฆ่าเชื้อแบบช้า ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทันทีหลังเกิดการปนเปื้อน
สอง ระบบรองไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดได้ เช่น Giardia และ Cryptosporidium
สาม ระบบรองไม่มีสารตกค้างในน้ำ ทำให้น้ำไม่มีการป้องกันขณะผู้คนกำลังลงเล่น
สี่ หากใช้ระบบรองเพียงอย่างเดียว อาจทำให้น้ำมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคและเป็นอันตรายต่อสุขภาพนักว่ายน้ำ

จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ระบบรองไม่สามารถใช้แทนระบบหลักได้



5. การทำงานร่วมกันของทั้งสองระบบ (Synergistic Effect)

การใช้ระบบหลักร่วมกับระบบรองทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าใช้ระบบเดียวอย่างมาก โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

หนึ่ง ระบบหลักฆ่าเชื้อได้ทันทีหลังเกิดการปนเปื้อน ขณะที่ระบบรองช่วยรักษาคุณภาพน้ำในระยะยาว เมื่อทำงานร่วมกัน น้ำจะปลอดภัยและมีคุณภาพสูงกว่าเดิม
สอง ระบบรองช่วยลดภาระของระบบหลัก ทำให้สามารถลดการใช้คลอรีนลงได้มากกว่า 80% ลดกลิ่น ลดการระคายเคือง และลดปัญหาคลอรีนรวม
สาม ความร่วมมือของทั้งสองระบบทำให้น้ำอ่อนโยนขึ้น เหมือนน้ำแร่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย เด็ก และผู้สูงอายุ
สี่ ระบบรองช่วยกำจัดสารอินทรีย์ เช่น เหงื่อ ครีมกันแดด น้ำมันบนผิว ช่วยลดกลิ่นคลอรีนได้มาก และทำให้สระว่ายน้ำไม่มีกลิ่นฉุน
ห้า การทำงานร่วมกันของทั้งสองระบบทำให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดด้านสาธารณสุขของ WHO และ CDC ซึ่งระบบรองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถผ่านมาตรฐานนี้ได้
หก การทำงานร่วมกันแบบ Synergy ทำให้สระว่ายน้ำมีคุณภาพทั้งสองด้าน คือด้านความปลอดภัยจากการฆ่าเชื้อแบบรวดเร็ว และด้านคุณภาพน้ำที่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้ผู้ใช้สระรู้สึกดีขึ้นและมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น




6. บทสรุป

สระว่ายน้ำยุคใหม่ต้องให้ทั้งความปลอดภัยและความรู้สึกสบาย ระบบบำบัดแบบ 2 ระบบร่วมกันเป็นทางออกที่ดีที่สุด ระบบหลักทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคแบบรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย ระบบรองช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำและลดการใช้คลอรีนได้มากกว่า 80% ทั้งสองระบบช่วยเสริมข้อดีของกันและกัน ทำให้น้ำสะอาด ปลอดภัย ใสนุ่ม และให้ประสบการณ์ว่ายน้ำที่ดีกว่าแบบเดิมอย่างชัดเจน


เรียบเรียงโดย ปรีชา ศรีประดู่ วิศวกร และผู้ก่อตั้ง winwinpool


บทความที่เกี่ยวข้อง
“กระบอกเซลล์เครื่องเกลือแตก…สาเหตุจริงไม่ใช่เครื่องห่วย แต่คือ เครื่องทำงานโดยไม่มีน้ำไหลผ่าน "
“กระบอกเซลล์เครื่องเกลือแตก” เป็นปัญหาที่หลายบ้านเจอแล้วตกใจ เพราะเครื่องยังทำงานอยู่ แต่จู่ ๆ มีเสียงดังและมีน้ำรั่วออกมา จนกระบอกพลาสติกใสของเซลล์แตก ความจริงแล้วปัญหานี้มักไม่ได้เกิดจากคุณภาพเครื่องเสมอไป แต่เกิดจาก “เครื่องเกลือทำงานโดยไม่มีน้ำไหลผ่านเซลล์” แม้น้ำจะไม่ไหล แต่น้ำเกลือยังคงขังอยู่ในกระบอก เมื่อเครื่องผลิตคลอรีนจากน้ำเกลือที่ค้างอยู่ คลอรีนจะกลายเป็นแก๊ส ทำให้แรงดันสะสมสูงอย่างรวดเร็ว จนกระบอกเซลล์แตกได้ สาเหตุที่เจอบ่อยคือ 1) ปิดวาล์วน้ำเข้า-ออกเซลล์ตอนดูดตะกอน แล้วลืมเปิดกลับ และ 2) ล้างถังกรอง (Backwash) ในโหมด AUTO ที่ปั๊มและเครื่องเกลือทำงานพร้อมกัน แต่น้ำไหลออกท่อน้ำทิ้ง ไม่ผ่านเซลล์ ปัญหานี้พบมากในเครื่องที่ใช้ Electrodes ตรวจจับน้ำ ซึ่งไม่แม่นยำเมื่อน้ำไม่ไหลแต่ยังขังอยู่ ทางแก้ที่ดีที่สุดคือเลือกเครื่องเกลือที่ใช้ Flow Switch เช่น Laswim SR Serie ซึ่งตัดการทำงานทันทีเมื่อไม่มีน้ำไหลจริง ช่วยลดความเสี่ยง แตก รั่ว และยืดอายุการใช้งานได้อย่างชัดเจน
ปิดบ้านช่วงปีใหม่ 7-10 วัน  ดูแลสระว่ายน้ำอย่างไรกลับมาแล้วน้ำใส เล่นได้ทันที สะอาด ประหยัด ปลอดภัย
ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวต้องเดินทางต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ บ้านจึงถูกปล่อยทิ้งไว้หลายวัน โดยเฉพาะบ้านที่มีสระว่ายน้ำ มักเกิดความกังวลว่าน้ำจะเขียว มีกลิ่น หรือกลับมาแล้วต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการล้างสระหรือเปลี่ยนน้ำใหม่ ความจริงแล้ว การปิดสระว่ายน้ำ 7–10 วันไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจหลักการดูแลน้ำที่ถูกต้อง หัวใจสำคัญคือการเตรียมสภาพน้ำให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเดินทาง โดยใช้เคมีที่เหมาะสมให้สามารถทำงานแทนการดูแลรายวัน ลดความเสี่ยงจากตะไคร่ เชื้อโรค และสิ่งสกปรกที่สะสมระหว่างช่วงไม่มีคนอยู่ สูตรดูแลสระแบบใส่ครั้งเดียวสำหรับ 10 วันนี้ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับบ้านพักอาศัยทั่วไป ทั้งบ้านที่ไม่มีระบบควบคุมอัตโนมัติ และบ้านที่สามารถตรวจสอบระบบผ่าน Smart Home หรือ Smart App ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดระบบทั้งหมดตลอดเวลา หากเลือกใช้เคมีให้ถูกชนิดและเหมาะสมกับขนาดสระ เมื่อกลับมาจากการเดินทาง คุณจะพบว่าน้ำในสระยังใสสะอาด เพียงดูดตะกอนเล็กน้อย ก็สามารถลงเล่นน้ำได้ทันที โดยไม่ต้องล้างสระหรือเปลี่ยนน้ำใหม่ให้ยุ่งยาก
วิธีเลือก WATERSTOP ให้เหมาะกับสระว่ายน้ำ ตามขนาดความหนาคอนกรีตพื้น/ผนัง  (ฉบับ WINWINPOOL)**
⭐ แนะนำการเลือก Waterstop ให้เหมาะกับสระว่ายน้ำ การเลือก Waterstop สำหรับงานสระว่ายน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการรั่วซึมบริเวณรอยต่อคอนกรีต ไม่ว่าจะเป็นพื้น–ผนัง รอยต่อเทคอนกรีต หรือจุดที่มีการขยับตัวของโครงสร้าง เช่น Expansion Joint การเลือกขนาดและความหนาที่ถูกต้องช่วยลดปัญหารั่วซึมระยะยาวและยืดอายุการใช้งานของสระได้อย่างมาก หลักการเลือกคือ ให้สัมพันธ์กับความหนาของผนังหรือพื้นสระ เช่น ผนังสระ 15–20 ซม. เหมาะกับ Waterstop กว้าง 6 นิ้ว ส่วนผนัง 20–25 ซม. ควรใช้รุ่นกว้าง 8 นิ้ว นอกจากนี้จำนวนปุ่มและความหนาก็สำคัญ รุ่น 3 ปุ่มเหมาะกับงานที่ต้องการแรงยึดเกาะสูงหรือมี Movement ในขณะที่รุ่น 2 ปุ่มเหมาะสำหรับงานทั่วไป Winwinpool แบ่ง Waterstop ออกเป็น 6 รุ่น ได้แก่ Type A, AA, B, BB, C และ CC เพื่อให้เลือกได้เหมาะสมกับประเภทงานและมาตรฐานโครงสร้างของสระว่ายน้ำแต่ละแบบ
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ